เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ
เกี่ยวกับงานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ
เมื่อลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วกี่ปีถึงกลับเข้ามาเป็นสมาชิกได้ใหม่ ?
A : สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยต้องลาออกจากกองทุนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี นับจากวันสิ้นสุดสมาชิกภาพ
A: https://www.kasikornasset.com/kasset/th/k-my-funds/pages/index.aspx
พนักงานมหาวิทยาลัยต้องทำงานมาแล้วกี่ปีถึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ ?
พนักงานมหาวิทยาลัยต้องผ่านทดลองงานแล้ว 6 เดือน ถึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้
วิธีเข้าระบบสอบถามข้อมูลส่วนตัวของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ (วิธีเข้า K-My Funds) งานเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลพนักงานมหาวิทยาลัย
Q: ถ้าเงินค่ารักษาพยาบาลในปีงบประมาณ 25,000 บาท ใช้หมดแล้ว แต่ยังมีใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลที่เหลืออยู่สามารถนำมาเบิกในปีงบประมาณถัดไปได้ไหม ?
A : สามารถนำใบเสร็จมาเบิกในปีงบประมาณถัดไปได้ แต่ใบเสร็จต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี ณ วันที่มาส่งเอกสารเบิกค่ารักษาพยาบาล
Q: พนักงานมหาวิทยาลัยจะต้องรอพ้นทดลองงานไหมถึงจะมีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ?
A: พนักงานมหาวิทยาลัยมีสิทธิ์เบิกได้เลยนับตั้งแต่วันที่บรรจุ และใบเสร็จจะต้องเกิดหลังจากวันที่บรรจุเข้าทำงาน
A : สามารถนำใบเสร็จมาเบิกในปีงบประมาณถัดไปได้ แต่ใบเสร็จต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี ณ วันที่มาส่งเอกสารเบิกค่ารักษาพยาบาล
Q: พนักงานมหาวิทยาลัยจะต้องรอพ้นทดลองงานไหมถึงจะมีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ?
A: พนักงานมหาวิทยาลัยมีสิทธิ์เบิกได้เลยนับตั้งแต่วันที่บรรจุ และใบเสร็จจะต้องเกิดหลังจากวันที่บรรจุเข้าทำงาน
งานเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญ / บำเหน็จตกทอด / บำเหน็จดำรงชีพ / เงินชดเชยพนักงานมหาวิทยาลัย / เครื่องราชอิสริยาภรณ์
สูตรในการคำนวณเงินบำเหน็จและบำนาญ ของข้าราชการ คำนวณอย่างไร
1. กรณีไม่เป็นสมาชิก กบข. คือ 1) เงินบำเหน็จ = (เงินเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ)
2. เงินบำนาญ = (เงินเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ) ÷ 50
หมายเหตุ : เศษของปี หากถึงครึ่งปี (6 เดือน) ให้นับเป็น 1 ปี
3. เงินบำเหน็จ = (เงินเดือนสุดท้าย × เวลาราชการ)
4. เงินบำนาญ = (เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × เวลาราชการ) ÷ 50
หมายเหตุ : ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
2. เงินบำนาญ = (เงินเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ) ÷ 50
หมายเหตุ : เศษของปี หากถึงครึ่งปี (6 เดือน) ให้นับเป็น 1 ปี
3. เงินบำเหน็จ = (เงินเดือนสุดท้าย × เวลาราชการ)
4. เงินบำนาญ = (เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × เวลาราชการ) ÷ 50
หมายเหตุ : ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของอัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
ทำงานรับราชการมากี่ปีจึงจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญ
สิทธิขึ้นอยู่กับระยะเวลารับราชการและเหตุที่ออกจากราชการ ดังนี้
1.กรณี ลาออก ให้ออก ปลดออก
1.1 กรณี ไม่ถึง 10 ปี
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
1.2 กรณี 10 ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง 25 ปี
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (บำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(บำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (ประเดิม(ถ้ามี)+ชดเชย+สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
1.3 กรณี 25 ปีขึ้นไป
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (เลือกบำนาญ/เลือกบำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(เลือกบำนาญ/เลือกบำเหน็จ)
-เลือก บำนาญ เงินที่ได้รับจาก กบข. (ประเดิม(ถ้ามี)+ชดเชย+สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
-เลือก บำเหน็จ เงินที่ได้รับจาก กบข. สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์
2. เกษียณ สูงอายุ ทุพพลภาพ ทดแทน
2.1 กรณีไม่ถึง 1 ปี
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
2.2 กรณี 1 ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง 10 ปี
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (บำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(บำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
2.3 กรณี 10 ปีขึ้นไป
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (เลือกบำนาญ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(เลือกบำนาญ)
-เลือก บำนาญ เงินที่ได้รับจาก กบข. (ประเดิม(ถ้ามี)+ชดเชย+สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
-เลือก บำเหน็จ เงินที่ได้รับจาก กบข. สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์
3. เสียชีวิต (ปกติ) ระหว่างรับราชการ
3.1 กรณีไม่ถึง 1 ปี
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
3.2 กรณี 1 ปีขึ้นไป
-สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (บำเหน็จตกทอด/เงินช่วยพิเศษ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(เงินเดือนเดือนสุดท้าย x เวลาราชการ/เงินเดือนเดือนสุดท้าย x 3 เท่า)
เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
4. กรณี เสียชีวิต ระหว่างรับบำนาญ
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (บำเหน็จตกทอด/เงินช่วยพิเศษ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(บำนาญ x 30 เท่า/บำนาญ x 3 เท่า)
5. กรณี เสียชีวิตเพราะความผิดร้ายแรง ระหว่างรับราชการ
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
6. กรณี ไล่ออก
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
7. กรณี ออกรับเบี้ยหวัด
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(เบี้ยหวัด)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
8. กรณี ย้ายประเภทรับเบี้ยหวัดเป็นรับบำเหน็จบำนาญ (ต่อเนื่องจากออกรับเบี้ยหวัด)
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (เลือกบำนาญ/เลือกบำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(เลือกบำนาญ/เลือกบำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (-)
9. กรณี โอนไปหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ประเภทข้าราชการตาม พ.ร.บ. กบข.
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
1.กรณี ลาออก ให้ออก ปลดออก
1.1 กรณี ไม่ถึง 10 ปี
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
1.2 กรณี 10 ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง 25 ปี
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (บำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(บำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (ประเดิม(ถ้ามี)+ชดเชย+สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
1.3 กรณี 25 ปีขึ้นไป
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (เลือกบำนาญ/เลือกบำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(เลือกบำนาญ/เลือกบำเหน็จ)
-เลือก บำนาญ เงินที่ได้รับจาก กบข. (ประเดิม(ถ้ามี)+ชดเชย+สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
-เลือก บำเหน็จ เงินที่ได้รับจาก กบข. สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์
2. เกษียณ สูงอายุ ทุพพลภาพ ทดแทน
2.1 กรณีไม่ถึง 1 ปี
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
2.2 กรณี 1 ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง 10 ปี
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (บำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(บำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
2.3 กรณี 10 ปีขึ้นไป
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (เลือกบำนาญ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(เลือกบำนาญ)
-เลือก บำนาญ เงินที่ได้รับจาก กบข. (ประเดิม(ถ้ามี)+ชดเชย+สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
-เลือก บำเหน็จ เงินที่ได้รับจาก กบข. สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์
3. เสียชีวิต (ปกติ) ระหว่างรับราชการ
3.1 กรณีไม่ถึง 1 ปี
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
3.2 กรณี 1 ปีขึ้นไป
-สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (บำเหน็จตกทอด/เงินช่วยพิเศษ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(เงินเดือนเดือนสุดท้าย x เวลาราชการ/เงินเดือนเดือนสุดท้าย x 3 เท่า)
เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
4. กรณี เสียชีวิต ระหว่างรับบำนาญ
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (บำเหน็จตกทอด/เงินช่วยพิเศษ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(บำนาญ x 30 เท่า/บำนาญ x 3 เท่า)
5. กรณี เสียชีวิตเพราะความผิดร้ายแรง ระหว่างรับราชการ
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
6. กรณี ไล่ออก
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
7. กรณี ออกรับเบี้ยหวัด
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(เบี้ยหวัด)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
8. กรณี ย้ายประเภทรับเบี้ยหวัดเป็นรับบำเหน็จบำนาญ (ต่อเนื่องจากออกรับเบี้ยหวัด)
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (เลือกบำนาญ/เลือกบำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(เลือกบำนาญ/เลือกบำเหน็จ)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (-)
9. กรณี โอนไปหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ประเภทข้าราชการตาม พ.ร.บ. กบข.
- สิทธิรับบำเหน็จบำนาญ (-)
-เงินที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง(-)
-เงินที่ได้รับจาก กบข. (สะสม+สมทบ+ผลประโยชน์)
เงินที่ได้รับจาก กบข. ต่างจากเงินบำเหน็จ/บำนาญอย่างไร
เงินบำเหน็จบำนาญเป็นสวัสดิการที่รัฐจ่ายให้จากงบประมาณแผ่นดิน ส่วนเงิน กบข. เป็นเงินออมภาคบังคับที่ข้าราชการและรัฐร่วมกันจ่ายสะสมไว้ระหว่างรับราชการ เมื่อออกจากราชการสมาชิก กบข. จะได้รับ ทั้งสองก้อนรวมกัน
สูตรในการคำนวณเงินบำเหน็จปกติและบำเหน็จรายเดือน ของลูกจ้างประจำ คำนวณอย่างไร
A : กรณีเป็นสมาชิก กสจ. หรือไม่เป็นสมาชิก กสจ. คำนวณเหมือนกันดังนี้
1) บำเหน็จปกติ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x จำนวนเดือนที่ทำงาน ÷ 12
2) บำเหน็จรายเดือน = (เงินเดือนเดือนสุดท้าย x จำนวนเดือนที่ทำงาน ÷ 12) ÷ 50
1) บำเหน็จปกติ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x จำนวนเดือนที่ทำงาน ÷ 12
2) บำเหน็จรายเดือน = (เงินเดือนเดือนสุดท้าย x จำนวนเดือนที่ทำงาน ÷ 12) ÷ 50
เงินที่ได้รับจาก กสจ. ต่างจากเงินบำเหน็จ/บำเหน็จรายเดือนอย่างไร
เงินจาก กสจ. คือ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นเงินเก็บสะสมที่ลูกจ้างและรัฐบาลร่วมกันจ่ายเข้ากองทุนและนำไปลงทุน ต่างจากเงินบำเหน็จ/บำเหน็จรายเดือนซึ่งเป็นเงินก้อนหรือเงินรายเดือนจากรัฐที่จ่ายตอบแทนความชอบให้ลูกจ้างประจำเมื่อออกจากงาน ตามระเบียบกระทรวงการคลัง เมื่อออกจากราชการสมาชิก กสจ. จะได้รับ ทั้งสองก้อนรวมกัน
เงินบำเหน็จตกทอด จำเป็นต้องมาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอดไหม
ไม่จำเป็น หากผู้รับบำนาญมีทายาทอยู่แล้ว ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส บุตร ทายาทตามที่กล่าวมาจะได้รับเงินบำเหน็จตกทอดตามระเบียบเมื่อผู้รับบำนาญเสียชีวิต แต่หากผู้รับบำนาญรายใดโสด ไม่มีทายาท จำเป็นต้องมาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอดไว้
กรณีมีทายาทแต่อยากมาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด ทำได้ไหม
สามารถทำได้ แต่เมื่อผู้รับบำนาญเสียชีวิตลง ผู้ที่ถูกระบุตัวเป็นผู้รับบำเหน็จตกทอดจะยังไม่ได้รับเงินบำเหน็จตกทอด หากผู้รับบำนาญที่เสียชีวิตยังมีทายาทคนใดคนหนึ่งเหลืออยู่
อยากนำเงินบำเหน็จตกทอดมาใช้ก่อน ทำอย่างไรได้บ้าง
ผู้รับบำนาญสามารถนำสิทธิใน "บำเหน็จตกทอด" ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอกู้เงินกับธนาคารพันธมิตร (เช่น ธนาคารกรุงไทย, ธ.ก.ส., ธอส. ออมสิน) เพื่อนำเงินออกมาใช้ก่อนได้ โดยวงเงินกู้ธนาคารจะพิจารณาจากยอดบำเหน็จตกทอดคงเหลือ พร้อมทั้งเสียอัตราดอกเบี้ยตามที่ธนาคารกำหนด
เงินบำเหน็จดำรงชีพ คืออะไร และเบิกได้เท่าไหร่
A : เป็นเงินช่วยเหลือผู้รับบำนาญ โดยรัฐจะให้เบิกเงินออกมาจากเงินบำเหน็จตกทอด จำนวน 15 เท่าของเงินบำนาญรายเดือน แต่รวมแล้ว ไม่เกิน 500,000 บาท แบ่งจ่ายให้ 3 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 เมื่อออกจากราชการ ไม่เกิน 200,000 บาท
ครั้งที่ 2 เมื่อมีอายุตัวครบ 65 ปีบริบูรณ์ ไม่เกิน 200,000 บาท
ครั้งที่ 3 เมื่ออายุตัวครบ 70 ปีบริบูรณ์ ไม่เกิน 100,000 บาท
ครั้งที่ 1 เมื่อออกจากราชการ ไม่เกิน 200,000 บาท
ครั้งที่ 2 เมื่อมีอายุตัวครบ 65 ปีบริบูรณ์ ไม่เกิน 200,000 บาท
ครั้งที่ 3 เมื่ออายุตัวครบ 70 ปีบริบูรณ์ ไม่เกิน 100,000 บาท
เงินชดเชยพนักงานมหาลัย ได้กี่เท่า
A : จำนวนเงินที่จะได้รับขึ้นอยู่กับเหตุที่ออกจากราชการและระยะเวลาปฏิบัติงาน มหาวิทยาลัยจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัย ในอัตรา ดังนี้
กรณีลาออก ยุบหรือเลิกตำแหน่ง ยุบหน่วยงาน หรือครบสัญญาจ้าง หรือบอกเลิกสัญญา
(1) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 5 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(2) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 10 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
กรณีตาย เกษียณอายุงาน หรือทุพพลภาพเนื่องจากการปฏิบัติงาน
(1) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป แต่ไม่ครบ 1 ปี ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 1 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(2) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 3 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(3) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 6 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(4) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 8 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(5) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 10 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(6) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 15 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(7) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 30 ปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 20 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
กรณีลาออก ยุบหรือเลิกตำแหน่ง ยุบหน่วยงาน หรือครบสัญญาจ้าง หรือบอกเลิกสัญญา
(1) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 5 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(2) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 10 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
กรณีตาย เกษียณอายุงาน หรือทุพพลภาพเนื่องจากการปฏิบัติงาน
(1) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป แต่ไม่ครบ 1 ปี ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 1 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(2) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 3 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(3) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 6 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(4) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 8 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(5) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 10 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(6) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 15 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
(7) พนักงานที่ปฏิบัติงานติดต่อกันเกินกว่า 30 ปีขึ้นไป ให้จ่ายเงินชดเชย จำนวน 20 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย
ตอนนี้ได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นนี้ ต่อไปจะได้ชั้นไหน มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
การเลื่อนชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์จะเรียงตามลำดับขั้น โดยดูจากตระกูลเครื่องราชฯ ที่ท่านได้รับอยู่ในปัจจุบัน (มงกุฎไทย หรือ ช้างเผือก) ระยะเวลาการครองชั้นเดิม และระดับตำแหน่ง/เงินเดือนของท่าน ศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์การขอรับพระราชทานและระยะเวลาการครองขั้นตราแต่ละระดับเพิ่มเติมได้จาก ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. 2564 และแนวปฏิบัติในการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี ที่ อว 0209.4/ว 1567 วันที่ 24 มี.ค. 2564 เพื่อให้แนะนำขั้นต่อไปได้ถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้นโปรดติดต่อกองบริหารงานบุคคลโดยตรง
จะตรวจสอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของตนเอง ได้รับชั้นไหนมาบ้างแล้วดูได้อย่างไร
สามารถตรวจสอบประวติเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้จาก HR Online ของแต่ละท่าน โดยเข้าไปที่
ระบบการทำงาน —> ข้อมูลบุคลากรรายบุคคล —> ข้อมูลบุคลากร (ส่วนตัว) —> เครื่องราชฯ ที่ได้รับ
ระบบการทำงาน —> ข้อมูลบุคลากรรายบุคคล —> ข้อมูลบุคลากร (ส่วนตัว) —> เครื่องราชฯ ที่ได้รับ
เหรียญจักรพรรดิมาลา เสนอขอพระราชทานให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ ได้ไหม
ไม่สามารถเสนอขอพระราชทานให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ เนื่องจากพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา พ.ศ. 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8 ระบุว่า เหรียญจักรพรรดิมาลาสำหรับพระราชทานข้าราชการฝ่ายพลเรือน ที่รับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 25 ปี
